ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด? เป็นแล้วตับแข็งได้จริงหรือ?

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด? เป็นแล้วตับแข็งได้จริงหรือ?

แชร์ได้เลยค่ะ

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด? เป็นแล้วตับแข็งได้จริงหรือ?

เราเชื่อว่าหลายคนคงเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) ด้วยซ้ำ ทั้งที่จริงมันไม่ใช่โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย และต้องบอกเลยว่า ไขมันพอกตับ เป็นโรคที่มีอัตราการผู้ป่วยสูงขึ้นทุกปี หนำซ้ำหลายคนมักไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเป็นโรคไขมันพอกตับอยู่ เนื่องจากโรคนี้เป็นภัยเงียบ ที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย และใช้เวลานานหลายสิบปี กว่าจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน แล้วไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใดล่ะ? เราขออธิบายให้ทุกท่านเข้าใจอย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุหลัก 2 สาเหตุ 
1. เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-related Fatty Liver Disease)
2. ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease)

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด?

ไขมันพอกตับเกิดจาก ร่างกายได้รับปริมาณไขมันเกินความต้องการ เมื่อร่างกายดึงไขมันไปใช้ หรือเผาผลาญไขมันไม่หมด ก็จะเกิดการสะสมของไขมัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เมื่อไขมันสะสมเกิน 5 – 10% ของตับ ก็จะเกิดเป็นโรคไขมันพอกตับนั่นเอง ทั้งนี้ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุหลายรูปแบบ แต่หากอธิบายให้เข้าใดโดยง่ายตามหลักสากลแล้ว แบ่งออกเป็น 2 สาเหตุด้วยกัน คือ

1. ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุของการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-related Fatty Liver Disease) หรือ AFLD เกิดกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก และ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

2. ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) หรือ NAFLD เกิดได้หลายปัจจัย ดังนี้

  • รับประทานของมัน ของทอด อาหารฟาสฟู้ด หรืออาหารที่มีไขมันสูง
  • รับประทานแป้ง หรืออาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีรสเค็ม เนื่องจากความเค็มช่วยทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น เกิดความอยากรับประทานอาหารมากขึ้น เมื่อรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป ก็จะเกิดการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้นนั่นเอง
  • รับประทานขนมขบเคี้ยว และ ขนมหวานมากเกินไป
  • ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือชานมบ่อย
  • ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือเป็นโรคทางพันธุกรรม เป็นต้น
โรคไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ อย่ารอให้เกิดอาการ
ควรตรวจสุขภาพประจำปี ก่อนสายเกินแก้!

ไขมันพอกตับอาการเป็นอย่างไร?

ไขมันพอกตับ อาการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

อย่างที่บอกไปว่า โรคไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับจะไม่รู้ตัว ในช่วงแรกอาจจะรู้สึกว่า
– อ่อนเพลีย
– เหนื่อยง่าย
– เบื่ออาหาร
– อาเจียน ฯลฯ

จึงคิดว่าตนเองทำงานหนัก พักผ่อนน้อย จึงเกิดการป่วยทั่วๆ ไป หรือบางคน อาจจะมีน้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งจริงๆ แล้วโรคไขมันพอกตับอาการจะค่อยๆ แสดงออกมาเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 : มีปริมาณไขมันสะสมในตับ เกิน 5 – 10% แต่ยังไม่เกิดการอักเสบของตับ
  • ระยะที่ 2 : เกิดโรคตับอักเสบ หากปล่อยไว้นานเกิน 6 เดือน จะเข้าสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
  • ระยะที่ 3 : เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และ มีพังพืดเกิดขึ้นภายในตับด้วย
  • ระยะที่ 4 : เกิดแผลในตับ และ เกิดเป็นโรคตับแข็ง สามารถนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้อีกด้วย ต้องบอกเลยว่า พอเข้าสู่ช่วงนี้เป็นช่วงที่รักษายากที่สุด เนื่องจากแผลที่เกิดแล้ว จะไม่มีทางรักษาหายได้เลย ทำได้เพียงควบคุมอาการ ไม่ให้หนักขึ้นเท่านั้นเอง
โรคไขมันพอกตับสามารถนำไปสู่โรคตับแข็งได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นคงตอบคำถามให้กับทุกท่านได้แล้วว่า โรคไขมันพอกตับสามารถนำไปสู่โรคตับแข็งได้อย่างแน่นอน ซ้ำร้าย หากไม่รู้ตัวแล้วปล่อยทิ้งไว้ ก็อาจนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้เช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ และ ไม่ได้สูบบุหรี่เลย ช่างเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวอย่างแท้จริง!

ไขมันพอกตับนำไปสู่ตับแข็งได้แม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม

โรคไขมันพอกตับสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หรือไม่?

อย่างที่กล่าวไปว่า โรคไขมันพอกตับมีถึง 4 ระยะ แต่ละระยะก็ใช้เวลานาน กว่าจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน หากผู้ป่วยไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ และยังคงทำพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ อยู่ตลอด ดังนั้นโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น

1. โรคสมองจากโรคตับ เกิดขึ้นจากตับถูกทำลาย จนไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ ทำให้มีพิษสะสมในร่างกาย ผู้ป่วยจะรู้สึกลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มึนงง มือสั่น เกิดอาการชัก หากปล่อยให้โรคไขมันพอกตับ เข้าสู่ระยะที่ 3 และ 4 ก็อาจเป็นโรคจากสมองตับได้ เนื่องจากโรคนี้มีผลจากตับอักเสบนั่นเอง

2. โรคดีซ่าน เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดมาจาก การเป็นโรคตับอักเสบนั่นเอง

3. ท้องมาน เกิดจากการมีของเหลวอยู่ในท้องจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างเยื้อหุ้มช่องท้อง และอวัยวะภายในช่องท้อง สังเกตได้ว่า บุคคลนั้นจะมีอาการท้องป่อง หน้าท้องยื่นออกมา โดยโรคท้องมานมีผลจากการเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ และตับแข็งนั่นเอง

4. ตับวาย เกิดจากการเป็นโรคตับเรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษา ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือโรคดีซ่าน รวมไปถึงมีน้ำในช่องท้องหรือโรคท้องมาน มีเลือดออกในกระเพาะ และอื่นๆ ดังนั้นหากไม่อยากให้ตัวเองเข้าสู่ภาสะของโรคตับวาย ก็ควรหมั่นเช็คอาการตัวเองให้ดี

จริงๆ แล้ว “เราไม่จำเป็นต้องรอให้อาการไขมันพอกตับแสดงออกมาแล้วค่อยพบแพทย์” เพราะอาการที่แสดงออกมา นั่นหมายถึงว่า เราอาจจะอยู่ในระยะอันตราย และรักษาได้ยากแล้ว ดังนั้นเราควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อดูปริมาณสะสมของไขมันในร่างกายเรา และป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่า ไขมันพอกตับ อาการ สาเหตุต่างๆ มันเกิดมาจากอะไร

รักษาโรคไขมันพอกตับอย่างไรให้ได้ผล?

อย่างที่เราบอกไปแล้วว่า ไขมันพอกตับเกิดจากปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีไขมันเข้าไปอยู่ในร่างกายเราล่ะ? หากไม่ใช่การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวันแบบผิดๆ ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่า ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุของการรับประทานอย่างผิดวิธี วิธีที่ง่ายที่สุด ที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม หรือ รับประทานอาหารที่เหมาะกับคนที่เป็นไขมันเกาะตับ เช่น ข้าวกล้อง น้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาล แครอท กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล เป็นต้น
  • ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ไม่รับประทานอาหารรสจัด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นต้น

ทั้งนี้นอกจากการพบแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การรับประทานสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยลดไขมันพอกตับได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ยาตรีผลา FORTE โดยหมออรรถวุฒิ” ยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ 100% ได้รับการรับรองจาก อย. แล้วว่า มีคุณสมบัตรช่วย “ล้าง” ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสตอรอล ที่เป็นตัวการสำคัญ ของการเกิดโรคไขมันพอกตับนั่นเอง

หลังจากรับประทาน ยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับตรีผลา FORTE ควบคู่กับการควบคุมอาหาร และ รับประทานอาหารอย่างถูกวิธีแล้ว
สามารถไปตรวจกับแพทย์ได้เลยแล้วจะพบว่า ระดับไตรกลีเซอไรด์ ระดับคอเลสตอรอล ค่าตับ ระดับน้ำตาลลดลงอย่างแน่นอน !

และอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน ก็อาจป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับได้ ซึ่ง ยาตรีผลา FORTE โดยหมออรรถวุฒิ ถูกคิดค้นสูตร และ ผลิตออกมา ให้ผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย ถือว่าเป็นทางเลือกของการรักษาโรคไขมันพอกตับ ที่ผู้รับประทานไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยบำรุงจากภายในให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น ใครที่เป็นโรคอ้วน น้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ อย่างปลอดภัย

หากมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม สามารถคอมเม้นท์สอบถามได้ เรามีเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ


แชร์ได้เลยค่ะ

4 thoughts on “ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด? เป็นแล้วตับแข็งได้จริงหรือ?”

  1. Pingback: ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

  2. Pingback: เลือกกินอย่างไรให้ตับแข็งแรง รวมเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ

  3. Pingback: ข้อควรรู้ก่อนเข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับเร็วยิ่งดี

  4. Pingback: ไขมันพอกตับอันตรายไหม? ทำไมคนไทยถึงเป็นจำนวนมาก

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top