ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

แชร์ได้เลยค่ะ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่า ร่างกายตัวเองอ่อนเพลียบ่อย ไม่ค่อยมีแรง ไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนเคย เบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทานอาหารเลย ปัสสาวะเป็นสีเหลืองบ่อยครั้ง แถมเจ็บบริเวณใต้ซี่โครงขวา หรือตำแหน่งของตับด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คุณอาจจะเป็น “โรคไขมันพอกตับ” หรือ “โรคไขมันเกาะตับ” ซึ่ง ไขมันพอกตับรักษา ให้หายได้ เพียงแค่ทำตามข้อมูลดีๆ ที่เรานำมาฝากกัน

ไขมันพอกตับรักษาได้ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินร่วมด้วย

ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

ก่อนที่จะตอบคำถามว่า ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือไม่? เรามาทำความรู้จัก กับที่มาที่ไปของโรคนี้กันก่อน “ไขมันพอกตับ” (Fatty Liver Disease) หรือจะเรียกว่า ไขมันเกาะตับก็ได้ โรคนี้เป็นภาวะที่มีไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สะสมอยู่ภายในตับ มากกว่า 5 – 10% เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ

1. โรคไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-Related Fatty Liver Disease) เป็นการดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณ ที่ร่างกายสามารถรับได้ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายปี

2. โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) แต่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ รับประทานอาหารรสหวานจัด เค็มจัด ไม่รับประทานผักผลไม้ หรืออาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน ก็ได้เช่นกัน

ซึ่ง โรคไขมันพอกตับรักษาได้จริง” เพียงแต่เราต้องตรวจเจอโรคให้เร็วที่สุด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ ที่จะเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจโรคไขมันพอกตับ ตรวจเลือด เพื่อหาโรคนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว เพราะโรคนี้ไม่ได้มีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะหาโรคนี้เจออย่างรวดเร็ว ก็คือ การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี นั่นเอง

ไขมันพอกตับรักษาได้จริง แต่ต้องตรวจไขมันพอกตับ ตรวจเลือดให้เจอโดยเร็วที่สุด

ไขมันเกาะตับร้ายแรงไหม ทำไมต้องตรวจเจอโรคให้เร็วที่สุด

ถาม : ไขมันเกาะตับร้ายแรงไหม?

ตอบ : ไขมันเกาะตับไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่จะร้ายแรงหากปล่อยไว้นานไป โดยไม่ได้รับการรักษา เพราะอย่างที่บอกไปว่า อาการไขมันพอกตับไม่มีอะไรแสดงออกมาชัดเจน พอเป็นก็เหมือนคนเจ็บป่วยโรคทั่วๆ ไป เนื่องจากโรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

อาการไขมันเกาะตับ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ
  • ระยะที่ 1 : ระยะเริ่มต้นของการมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ สะสมภายในตับมากกว่า 5 – 10% มักไม่มีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจน ผู้ป่วยอาจรู้สึกแค่อ่อนเพลีย เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เจ็บที่ใต้ซี่โครงขวาเป็นระยะ เป็นต้น ดังนั้นหากเราตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจโรคไขมันพอกตับ ตรวจเลือดแล้วเจอ จะเป็นระยะที่ไขมันพอกตับรักษาง่ายที่สุด
  • ระยะที่ 2 : ระยะเข้าสู่การเป็นโรคตับอักเสบ หากไม่รีบรักษาจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้ ระยะนี้ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ปัสสาวะสีเข้ม แต่อุจจาระมีสีซีด ตัวเหลือง ปวดตามข้อ และปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  • ระยะที่ 3 : ระยะเข้าสู่การเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ถือว่าเป็นระยะร้ายแรงแล้ว เพราะมีพังผืดที่ตับ เซลล์ต่างๆ ภายในตับถูกทำลาย อุจจาระปนเลือด อาเจียนเป็นเลือด ข้อมือ ข้อเท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และไม่สามารถกำจัดสารพิษในร่างกายได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง บวมตามข้อมือ ข้อเท้าอีกด้วย
  • ระยะที่ 4 : ระยะเข้าสู่การเป็นโรคตับแข็ง ถือว่าเป็น ระยะร้ายแรงที่สุด เพราะเซลล์ต่างๆ ของตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติแล้ว รักษาไม่ได้ ทำได้แค่ประคับประคองอาการเท่านั้น หากไม่ได้รับการรักษามาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งตับได้
ถาม : ไขมันเกาะตับร้ายแรงไหม? ตอบ : ไขมันเกาะตับไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่จะร้ายแรงหากไม่รักษา เพราะนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้

ไขมันพอกตับรักษาอย่างไรได้บ้าง?

ไขมันพอกตับรักษาอย่างไรได้บ้าง?

ไขมันพอกตับรักษาได้ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ฯลฯ โดยเราขอนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กับทุกท่านได้ทราบกัน เผื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

1. การรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบัน
การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นแนวทางการรักษา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเวลาเราตรวจเจอโรคไขมันพอกตับ ตรวจเลือดที่โรงพยาบาลแล้วเจอ ว่าเป็นโรคนี้จริงๆ แพทย์ก็จะทำการจ่ายยาให้โดยทันที ซึ่งจริงๆ แล้วโรคไขมันพอกตับ เป็นโรคที่ไม่มียาแพทย์แผนปัจจุบันรักษาได้โดยตรง แต่แพทย์จะจ่ายยาในกลุ่มสแตติน (Statins) ให้แทน โดยยาในกลุ่มนี้ มีส่วนช่วยในการลดระดับไขมันชนิดไม่ดีในกระแสเลือด (LDL) ลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) ให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย

ในผู้ป่วยบางราย จะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน แพทย์ก็จะจ่ายยาที่เพิ่มความไวต่ออินซูลินให้ด้วย เช่น ยาไพโอกลิตาโซน (Pioglitazone) ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) นั่นเอง ทั้งนี้การรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบัน ก็อาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยบางรายอยู่บ้าง เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือบางรายหากเกิดอาการแพ้ ก็อาจจะปวดกล้ามเนื้อและไม่มีแรง แต่หลักๆ แล้วก็คือการเสี่ยงต่อการมีสารเคมีตกค้างในร่างกายนั่นเอง

2. การรักษาด้วยยาแพทย์แผนจีน
การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน ก็เป็นอีกหนึ่งศาสตร์ทางเลือก สำหรับหลายๆ คน ซึ่งการป่วยในโรคไขมันพอกตับ แพทย์แผนจีนจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร ที่มีความเกี่ยวข้องกับตับด้วย โดยแพทย์แผนจีนจะทำการรักษา ด้วยการให้รับประทานยาจีน ที่ช่วยปรับสมดุลการทำงานของตับนั่นเอง

ตรีผลา FORTE สมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ทั้งรักษาและบำรุงภายในอย่างเห็นผลชัด

3. การรักษาด้วยยาสมุนไพรแพทย์แผนไทย
ปัจจุบันนี้ มีผู้ที่เป็นไขมันพอกตับรักษาด้วยการรับประทานสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับจำนวนมาก เพราะเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง 100% โดยเฉพาะ ยาตรีผลา FORTE โดยหมออรรถวุฒิ ที่สกัดจากสมุนไพร 100% มากถึง 22 ชนิด อาทิ สมอไทย สมอภิเภก สมอเทศ สมอดีงู สมอทะเล ดอกคำฝอย ดีปลี ขิงแห้ง เจตมูลเพลิง กระวานเทศ ทองพันชั่งดอกขาว ทองพันช่างดอกเหลือง เป็นต้น โดย ตรีผลา FORTE หมออรรถวุฒิ เป็นสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับที่ช่วยในการรักษาโรคไขมันพอกตับและบำรุงร่างกายในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น

– ลดน้ำตาล
– ลดคอเลสเตอรอล
– ลดระดับไตรกรีเซอไรด์
– ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
– ล้างสารพิษในร่างกาย
– ช่วยเพิ่มระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น
– มีสารต้านอนุมูลอิสระ


ที่สำคัญเป็นลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองจาก อย. ว่าเห็นผลจริง สามารถรักษาได้จริง เห็นผลการรักษาอย่างชัดเจน เพราะหลังจากรับประทานไป 2 – 3 เดือนแล้ว สามารถไปตรวจซ้ำได้เลย แล้วจะพบว่า ระดับน้ำตาลและระดับไขมันต่างๆ ที่อันตรายต่อร่างกายลดลงอย่างแน่นอน ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีแรงในการใช้ชีวิต อีกทั้งสามารถรับประทานสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

รับประทานเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ เช่น ข้าวกล้องอบสมุนไพร สลัดผักน้ำใส แกงเลียง ต้มยำปลาน้ำใส เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับหรือไม่ หรือเลือกรักษาไขมันพอกตับด้วยวิธีไหนก็ตาม การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รสหวานจัด รสเค็มจัด หรือหากป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ ก็ควรรับประทานเมนูอาหารลดไขมันพอกตับจะดีที่สุด โดยเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ เช่น ข้าวกล้องอบสมุนไพร สลัดผักน้ำใส แกงเลียง ต้มยำปลาน้ำใส เป็นต้น

หากมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม สามารถคอมเม้นท์สอบถามได้ เรามีเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ


แชร์ได้เลยค่ะ

3 thoughts on “ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?”

  1. Pingback: เลือกกินอย่างไรให้ตับแข็งแรง รวมเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ

  2. Pingback: ข้อควรรู้ก่อนเข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับเร็วยิ่งดี

  3. Pingback: ไขมันพอกตับอันตรายไหม? ทำไมคนไทยถึงเป็นจำนวนมาก

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top