อาการไขมันพอกตับ สู่โรคมะเร็งตับ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นได้

อาการไขมันพอกตับ สู่โรคมะเร็งตับ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นได้

แชร์ได้เลยค่ะ

รู้จักอาการไขมันพอกตับ โรคเล็กๆ นำไปสู่มะเร็งตับ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นได้

“ตับ” นั้นสำคัญไฉน

ก่อนที่เราจะพูดถึง อาการไขมันพอกตับ แนวทางการป้องกัน และการรักษาอย่างถูกวิธี เราควรรู้ก่อนว่า
“ตับ” คือ อวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่บริเวณชายโครงขวาใต้กระบังลม มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

– การนำสารอาหารต่างๆ ที่ถูกย่อยแล้ว มาปรับใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
– เก็บสารอาหารต่างๆ เพื่อนำไปสร้างโปรตีน ที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว
– กำจัดของเสีย และสารพิษออกจากร่างกาย
– สร้างน้ำดีเพื่อละลายไขมัน และย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น
– สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เป็นต้น

ดังนั้นการดูแลรักษาตับ เพื่อไม่ให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคไขมันพอกตับ โรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สู่การมีชีวิตยืนยาวนั่นเอง

อาการไขมันพอกตับเป็นภาวะไขมันสะสม
มากกว่า 5 - 10% ของน้ำหนักตับ

อาการไขมันพอกตับเป็นอย่างไร?

ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือ ภาวะของการมีไขมันสะสมมากกว่า 5 – 10% ของน้ำหนักตับ โดยส่วนใหญ่เป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง มักจะเป็นโรคไขมันพอกตับร่วมด้วย

ซึ่ง อาการไขมันพอกตับ ในช่วงแรกมักไม่แสดงออกมา และหากตรวจเจอช้าก็อาจนำไปสู่โรคตับอักเสบ มีพังผืดภายในตับ เป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในที่สุด แสดงให้เห็นว่า มิใช่แค่คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่เป็นประจำเท่านั้น ที่สามารถเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ แต่ผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ ก็สามารถเป็นโรคตับแข็ง และ มะเร็งตับได้เช่นกัน

ปัจจุบันในประเทศไทย มีผู้ป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับสูงขึ้น และเป็นโรคเกี่ยวกับตับที่พบบ่อยมากที่สุด อันเนื่องมาจากโรคอ้วน การมีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายและตับจำนวนมากเกินไป ดังนั้นไขมันพอกตับ จึงเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรระมัดระวัง ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งสาเหตุหลักของโรคไขมันพอกตับ อาการต่างๆ ที่แสดงออกมา ล้วนมาจากการพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันแบบผิดๆ กว่าจะรู้ตัว ก็เข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับได้ก็สายเสียแล้ว

กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับได้ก็สายเสียแล้ว

ผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ อาการที่แสดงออกในระยะแรก จะเป็นแค่ความรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ได้เอะใจว่า แท้ที่จริงแล้วตนเองเป็นป่วยโรคไขมันพอกตับ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะเริ่มรู้สึกแน่นบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว มีรอยคล้ำที่คอ รักแร้ หรือข้อพับ เป็นต้น

ซึ่งโรคไขมันพอกตับ ใช้ระยะเวลานานหลายปี กว่าจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน โดย อาการไขมันพอกตับ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ไขมันพอกตับแบ่งออกเป็น 4 ระยะ
  • ระยะที่ 1 : ระยะเริ่มต้น ของการมีไขมันสะสมในตับ เกิน 5 – 10% ของน้ำหนักตับ
  • ระยะที่ 2 : เริ่มเกิดอาการตับอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว จะนำไปสู่การเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
  • ระยะที่ 3 : เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และ กลายเป็นพังผืดที่ตับ
  • ระยะที่ 4 : เซลล์ตับถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุของการนำไปสู่โรคตับแข็ง และ มะเร็งตับได้ในที่สุด หากปล่อยให้อาการไขมันพอกตับเข้าสู่ระยะนี้ จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาใดๆ ทั้งสิ้น ทำได้เพียงประคับประคอง ควบคุม และระมัดระวังพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้นั่นเอง

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไขมันพอกตับ?

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า อาการไขมันพอกตับ ที่แสดงออกช่วงแรกนั้นแทบดูไม่ออก ผู้ป่วยจึงแทบไม่รู้เลยว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ เพราะต้องอาศัยระยะเวลานานมากกว่าอาการไขมันพอกตับจะแสดงออกมาชัดเจน และกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว ก็เข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับทีก็สายเสียแล้ว

ดังนั้นโรคไขมันพอกตับ จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ และวินิจฉัยโรคเท่านั้น หากเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สบาย มีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้นเพียงเล็กน้อย ก็ควรทำการพบแพทย์ เพื่อตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด ซึ่งการตรวจไขมันพอกตับ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  1. ตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อดูค่าคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
  2. ตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  3. ตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด
  4. ตรวจไวรัสตับอักเสบทุกชนิด
  5. ตรวจความผิดปกติของตับ ด้วยการอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอ็กซเรย์ด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI)
  6. เจาะเนื้อเยื่อเพื่อตรวจ และอื่นๆ อีกมากมาย

สาเหตุและพฤติกรรมที่นำไปสู่โรคไขมันพอกตับ

สาเหตุและพฤติกรรมที่นำไปสู่โรคไขมันพอกตับ

อาการไขมันพอกตับ ที่แสดงออกมานั้น มีสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ 2 สาเหตุ ได้แก่

  1. ไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-related Fatty Liver Disease) : การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีส่วนทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคไขมันพอกตับ และ ตับแข็งนั่นเอง
  2. ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) : ผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่ป่วยเป็นโรคบางอย่าง ก็มีโอกาสเกิดโรคไขมันพอกตับได้เช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตผิดๆ และทำซ้ำๆ เดิมๆ เป็นระยะเวลายาวนานหลายปี เช่น
  • รับประทานอาหารที่มีรสจัด และ มีปริมาณไขมันมากเกินไป
  • ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ เพราะในน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูง
  • ไม่รับประทานผักและผลไม้
  • ลดน้ำหนักอย่างหักโหม หรือผิดวิธี เช่น รับประทานยาลดน้ำหนัก อดอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
  • ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้กระบวนการผลิตเซลล์ต่างๆ ช้าลง ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งถือว่าผิดปกติ
  • ลำไส้ผิดปกติ ไม่ดูดซึมสารอาหาร
  • มีปริมาณน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน
  • ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  • ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • มีถุงน้ำในรังไข่หลายใบ
  • ระบบเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม (Metabolism) มีปัญหา
  • ไม่เคยตรวจไขมันพอกตับ ตรวจเลือด ตรวจสุขภาพประจำปี

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคไขมันพอกตับ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคไขมันพอกตับ

เมื่อเราทราบถึงสาเหตุ และ พฤติกรรมที่นำไปสู่ การเป็นโรคไขมันพอกตับแล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไขมันพอกตับ หรือทำให้อาการไขมันพอกตับกำเริบขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากปฏิบัติตัวตามที่เราบอกดังต่อไปนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ และไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัดมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสเปรี้ยวจัด รสหวานจัด หรือรสเค็มจัดก็ตาม
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย ชีส ครีม เพราะไขมันอิ่มตัว เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป โดยกระทรวงสาธารณะสุข กำหนดให้บริโภคไขมันอิ่มตัวไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา แต่หากใครที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา โดยให้เราจำไว้ง่ายๆ ว่า อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง มักมาคู่กับคอเลสเตอรอลสูง อันเป็นสาเหตุของการเป็นโรคไขมันพอกตับนั่นเอง
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว หรือ อาหารขยะ (Junk Food) เช่น ขนมอบกรอบ เฟรนช์ฟรายส์ แฮมเบอร์เกอร์ โดนัท ฯลฯ
  4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูป เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก หมูยอ
  5. รับประทานผัก และ ผลไม้เป็นประจำ เพราะกากใยมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดี และผักบางชนิดมีฤทธิ์เป็นสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับได้ด้วย
  6. รับประทานยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ เพื่อเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ
  7. หลีกเลี่ยง หรือ ควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ หากจำเป็นต้องดื่มผู้ชายควรดื่มไม่เกินวันละ 2 แก้ว ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว
  8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสารที่อยู่ในบุหรี่ส่งผลให้ตับทำงานหนักมากขึ้น
  9. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะหากน้ำหนักเกินมาตรฐาน ก็อาจนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคไขมันพอกตับได้ในที่สุด
  10. หากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  11. ห้ามลดน้ำหนัก ด้วยการรับประทานยาลดน้ำหนัก หรืออดอาหาร หากต้องการลดน้ำหนัก ก็ไม่ควรลดเกิน 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
  12. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งลดไขมันพอกตับอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นประจำ 3 – 4 วันต่อสัปดาห์
  13. ตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการตรวจสุขภาพ จะทำให้เราได้ตรวจไขมันพอกตับ ตรวจเลือดด้วย ซึ่งทำให้เราทราบได้ว่าตัวเองเป็นโรคไขมันพอกตับหรือไม่
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคไขมันพอกตับ
1. รับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และรสไม่จัด
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย ชีส ครีม
3. หลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวหรืออาหาร Junk Food
4. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ
5. รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
6. รับประทานยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ
7. หลีกเลี่ยงหรือควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์
8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ 
9. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 
10. ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
11. ห้ามทานยาลดน้ำหนักหรืออดอาหาร 
12. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งลดไขมันพอกตับ

วิธีเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยไขมันพอกตับ

วิธีเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยไขมันพอกตับ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ จำเป็นต้องเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับคนที่เป็นไขมันเกาะตับโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้อาการไขมันพอกตับลุกลามมากยิ่งขึ้น หรือใครที่ประกอบอาหารทานเอง ก็ควรเลือกวัตถุดิบในการประกอบเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยไขมันเกาะตับเช่นกัน ดังนี้

  1. เลือกรับประทานข้าวกล้อง
    เนื่องจากผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ ควรรับประทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี อีกทั้งข้าวกล้องยังมีวิตามินบี และไฟเบอร์สูง มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น รวมไปถึงดักจับไขมันได้ด้วย
  2. เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ใช่เนื้อแดงและไม่ติดมัน
    เช่น เนื้อไก่ เพื่อหลีกเลี่ยงไขมัน และ คอเลสเตอรอล หากเลือกรับประทานปลา ก็ควรเลือกเป็นปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู เป็นต้น
  3. เลือกใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันรำข้าว
    การใช้มันน้ำมะกอก หรือ น้ำมันรำข้าวในการปรุงเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยไขมันพอกตับ ควรจำกัดปริมาณน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร และไม่ควรรับประทานอาหารประเภททอด หรือผัดบ่อยเกินไป ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทนึ่ง ต้ม หรืออบ จะดีต่อสุขภาพมากกว่า
  4. เลือกผักและสมุนไพร ที่มีส่วนช่วยล้างพิษ ลดปริมาณไขมันในตับ บำรุงตับ และเลือด
    ผักและสมุนไพรที่มีส่วนช่วยล้างพิษ ลดปริมาณไขมันในตับ บำรุงตับ และเลือด มาประกอบเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ เช่น กระเทียม กะหล่ำปลี บล็อกโคลี ผักคะน้า ผักกาด ผักตำลึง ผักบุ้ง แครอท หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด้ เป็นต้น
  5. รับประทานถั่วและธัญพืชชนิดต่างๆ
    เช่น อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย ถั่วพิสตาชิโอ เนื่องจากช่วยลดไขมันอิ่มตัว และลดคอเลสเตอรอลได้
  6. รับประทานผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
    เช่น แตงโม ฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล มะละกอ เป็นต้น
  7. เลือกรับประทานนมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย หรือน้ำเต้าหู้

รักษาอาการไขมันพอกตับอย่างไรดี?

เมื่อตรวจพบว่า เป็นโรคไขมันพอกตับแล้ว ผู้ป่วยทุกท่านควรรักษาสุขภาพตัวเองอย่างเคร่งครัด ตามที่เราแนะนำข้างต้น เพื่อลดไขมันสะสมในตับให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงลดการอักเสบของตับ เพื่อฟื้นฟูสภาพตับให้กลับมาเป็นปกติ โดยเราอยากให้ทุกท่านตระหนักว่า อาการไขมันพอกตับที่แสดงออกมาแต่ละระยะนั้น สามารถนำไปสู่โรคเกี่ยวกับตับขั้นร้ายแรงได้ ซึ่งวิธีรักษาไขมันพอกตับนั้นไม่ยาก ดังนี้

1. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคไขมันพอกตับแล้ว ควรทำการพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการเช็คระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ระดับไขมันในเลือด ดูค่าคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเป็นประจำนั่นเอง

2. รับประทานยาที่มีส่วนช่วยรักษาโรคไขมันพอกตับ เช่น
– ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น อะทอร์วาสแตติน (Atorvastatin) ซึ่งเป็นยาที่อยู่ในกลุ่มสแตติน (Statins) มีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้
– ยาเพิ่มความไวต่ออินซูลิน เช่น เมทฟอร์มิน (Metformin), ไพโอกลิตาโซน (Pioglitazone) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยการรับประทานยากลุ่มนี้ จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์เท่านั้น

นอกจากการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การเลือกใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมสูงเช่นกัน เพราะนอกจากมีส่วนช่วยในการรักษาแล้ว ยังเป็นการป้องกันระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดโรคซ้ำได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของการใช้ยาสมุนไพร ก็คือ สามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง เป็นการบำรุงสุขภาพจากภายใน ไม่ต้องเสี่ยงการรับผลจากสารเคมี รวมถึงค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย

ทั้งนี้ควรเลือกยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ที่มีการรับรองทางการแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น ยาตรีผลา FORTE โดยหมออรรถวุฒิ ที่สกัดจากต้นตำรับสมุนไพรถึง 22 ชนิด เป็นยาสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคไขมันพอกตับ ลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ลดไขมันส่วนเกิน ล้างพิษตับ ล้างเมือกมัน ตะกรันในลำไส้ และช่วยปรับสมดุลขับถ่ายได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น ยาสมุนไพรรักษาโรคไขมันพอกตับ ที่ครอบคลุมการรักษาได้หลายโรค ที่สำคัญสามารถรับประทานได้ ทั้งผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูงอีกด้วย

หากมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม สามารถคอมเม้นท์สอบถามได้ เรามีเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพ


แชร์ได้เลยค่ะ

5 thoughts on “อาการไขมันพอกตับ สู่โรคมะเร็งตับ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นได้”

  1. Pingback: ไขมันพอกตับอันตรายไหม? ทำไมคนไทยถึงเป็นจำนวนมาก

  2. Pingback: ข้อควรรู้ก่อนเข้าสู่ระยะอันตราย ตรวจเจอไขมันพอกตับเร็วยิ่งดี

  3. Pingback: ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุใด? เป็นแล้วตับแข็งได้จริงหรือ?

  4. Pingback: เลือกกินอย่างไรให้ตับแข็งแรง รวมเมนูอาหารลดไขมันพอกตับ

  5. Pingback: ไขมันพอกตับรักษาได้จริงหรือ?

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top